วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

มะเมียะ

มะเมียะ
เรื่องราวความรักที่ต่างเชื้อชาติ ระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและมะเมียะ อันกลายมาเป็นตำนานรักที่จบลงอย่างโศกสลด และได้รับการกล่าวขานมาถึงปัจจุบัน ถูกถ่ายทอดโดยเจ้าหญิงบัวชุม ณ เชียงใหม อดีตคู่หมั้นของเจ้าน้อยศุขเกษม) แม้ว่ามะเมียะจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ล้านนาโดยตรง แต่สำหรับเจ้า (น้อย) ศุขเกษม ราชบุตรองค์ใหญ่ของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๕๒-๒๔๘๒) กับแม่เจ้าจามรีแล้ว มะเมียะเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของเจ้าน้อยฯ ก็ว่าได้


มะเมียะเป็นแม่ค้าสาวชาวพม่า หน้าตาพริ้มเพรา ได้พบกับเจ้าน้อยศุขเกษมครั้งแรก เมื่ออายุเพียง ๑๖ ปี ขณะนั้นมะเมียะเป็นเพียงแม่ค้าขายบุหรี่ซะเล็กอยู่ที่ตลาดใกล้บ้านในเมืองมะละแหม่ง มะเมียะหารายได้ด้วยความหวังเพื่อจะได้เงินมาจุนเจือครอบครัว ซึ่งอยู่ในฐานะปานกลาง
วันหนึ่งเมื่อเจ้าน้อยศุขเกษมได้ออกเดินเที่ยวตามห้างร้านในตลาด จึงได้พบกับมะเมียะ ซึ่งเพิ่งกลับมาจากเมืองตองอู หลังจากไปอาศัยอยู่กับป้าของเธอเป็นเวลาหลายปี ทั้งคู่เกิดถูกใจในกันและกัน จึงได้คบหากันเรื่อยมา หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองจึงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา ด้วยความสนับสนุนของทางบ้านของมะเมียะ และในวันพระทั้งสอง จะพากันไปทำบุญตักบาตรและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองมะละแหม่งอยู่เสมอ วันหนึ่ง ณ ลานกว้างหน้าพระธาตุใจ้ตะหลั่น ทั้งสองได้กล่าวคำสาบานต่อกันว่าจะรักกันตลอดไป และจะไม่ทอดทิ้งกัน หากผู้ใดทรยศต่อความรักที่มีให้กัน ก็ขอให้ผู้นั้นอายุสั้น
 
                                      
 
จากนั้นไม่นานก็ถึงกำหนดการเดินทางกลับเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเจ้าน้อยฯ เพิ่งจะมีอายุครบ ๒๐ ปี จึงได้ตัดสินใจให้มะเมียะปลอมตัวเป็นชายติดตามขบวนเพื่อกลับไปยังเมืองเชียงใหม่ ในฐานะเพื่อนหนุ่มชาวพม่า โดยหารู้ไม่ว่าเจ้าพ่อและเจ้าแม่ของตนได้หมั้นหมายเจ้าหญิงบัวนวล ธิดาของเจ้า สุริยวงษ์ (คำตัน สิโรรส) ให้เป็นคู่หมั้นของเจ้าน้อยฯ เป็นการภายในตั้งแต่ปีที่เจ้าน้อยฯ เดินทางไปศึกษาเล่าเรียนในเมืองพม่า
หลังจากที่ต้องแอบซ่อนมะเมียะไว้ในบ้านหลังเล็ก ที่เจ้าพ่อและเจ้าแม่จัดเตรียมไว้ให้เป็นที่พักมาแล้วหลายวัน เจ้าน้อยศุขเกษมได้ใช้เวลาคิดใคร่ครวญและตัดสินใจเล่าความจริงให้ทั้งสองฟัง แม้ว่าจะไม่มีคำใดเอื้อนเอ่ยออกมาในขณะนั้น แต่เจ้าน้อยฯ ก็พอจะทราบได้ว่าทั้งสองไม่ยอมรับมะเมียะเป็นศรีสะใภ้อย่างแน่นอนเนื่องจากปัญหาใหญ่ในขณะนั้น คือเจ้าน้อยเป็นผู้ที่ได้รับการคาดหวังว่าจะได้รับตำแหน่งเจ้าหลวงองค์ถัดไปจากเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ ซึ่งเป็นพระเจ้าลุง หากเจ้าน้อยฯ เลือกมะเมียะมาเป็นศรีภรรยา ประชาชนย่อมต้องเกิดความอึดอัดใจในการยอมรับมะเมียะผู้เป็นหญิงต่างชาติมาดำรงฐานะศรีภรรยาของเจ้าเมืองอย่างแน่นอน
 
                              
 
ในสถานการณบ้านเมืองขณะนั้นน่าวิตกมาก เนื่องจากมหาอำนาจอังกฤษกำลังแผ่อิทธิพลไปทั่วดินแดนในคาบสมุทรเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มะเมียะซึ่งเป็นคนในบังคับของอังกฤษและกำลังอาศัยอยู่ในคุ้มของอุปราช (ขณะนั้นเจ้าแก้วนวรัฐดำรงตำแหน่งอุปราชเมืองเชียงใหม่) อาจเป็นชนวนของปัญหาทางการเมืองที่ใหญ่โตได้ในภายหลัง ในที่สุดเจ้าพ่อและเจ้าแม่จึงเรียกตัวเจ้าน้อยฯไปพบ และยื่นคำขาดให้เจ้าน้อยส่งตัวมะเมียะกลับเมืองมะละแหม่ง เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง ในยามเย็นวันนั้นเอง เจ้าน้อยได้เข้าพิธีเรียกขวัญและรดน้ำมนตที่เจ้าพ่อกับเจ้าแม่จัดขึ้น เพื่อขจัดสิ่งชั่วร้ายที่ท่านทั้งสองเชื่อว่ามะเมียะได้กระทำแก่เจ้าน้อยฯ อันเป็นเหตุให้เจ้าน้อยฯ หลงไหลในตัวนาง หลังจากพิธีรดน้ำมนต์ผ่านพ้นไป ช้างพาหนะและไพร่พลที่จะใช้ในการส่งตัวมะเมียะกลับเมืองมะละแหม่งก็ถูกจัดเตรียมทันทีตามคำสั่งของเจ้าแก้วนวรัฐ
เมื่อเจ้าน้อยฯ กลับไปถึงที่พักในคืนนั้น มะเมียะได้รับการเกลี้ยกล่อมโดยหญิง-ชาย ชาวพม่าฝ่ายละคน ให้นางกลับไปรอเจ้าน้อยฯ ที่เมืองมะละแหม่ง มิฉะนั้นบ้านเมืองอาจเดือดร้อน นางได้เอ่ยขึ้นด้วยความเสียใจและยินยอมจากไปเพื่อมิให้ผู้ใดได้รับความเดือดร้อน แม้ตัวนางจะจากไกล แต่ความรักอันมั่นคง ยังคงอยู่ดังคำสาบานที่เคยให้ไว้แก่กันและกัน ฝ่ายเจ้าน้อยฯ ยังคงยืนยันในความรักที่มีต่อมะเมียะ และขอให้นางกลับไปรอที่บ้านก่อน หากมีวาสนาจะกลับไปรับนางมาอยู่ด้วยกันที่เชียงใหม่ให้ได้
                                    
 
ในเช้าวันหนึ่งของเดือนเมษายน นับเป็นวันเดินทางกลับเมืองมะละ แหม่งของมะเมียะที่ดูเหมือนจะเป็นการจากลาชั่วนิรันดร์ ณ ประตูหายยาที่เนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่ใคร่เห็นโฉมหน้าของมะเมียะ ที่ลือกันว่างามนักงามหนา บรรยากาศเต็มไปด้วยความหดหู่และเศร้าหมอง เมื่อเจ้าน้อยฯ พูดภาษาพม่ากับมะเมียะได้เพียงไม่กี่คำ นางผู้มีใจรักมั่นได้ร่ำไห้ด้วยความอัดอั้นตันใจ ในอ้อมแขนที่ยากจะแยกจากกันได้ เวลานั้นก็ล่วงเลยไปมากแล้ว เจ้าน้อยฯ ได้รับปากกับมะเมียะว่าตนจะยึดมั่นในคำปฏิญาณที่ให้ไว้ต่อหน้าพระพุทธรูปวัดใจ้ตะหลั่นจนกว่าชีวิตจะหาไม่ หากท่านนอกใจมะเมียะโดยสมรสกับหญิงอื่น ขอให้ชีวิตของตนประสบแต่ความทุกข์ทรมานใจ แม้แต่อายุก็จะไม่ยืนยาว เจ้าน้อยฯ ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าภายใน เดือนจะกลับไปหามะเมียะให้จงได้ นางจึงคุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้า สยายผมออกเช็ดเท้าเจ้าน้อยฯ ด้วยความอาลัยหา ก่อนที่เธอจะขึ้นไปบนกูบช้าง
เมื่อกลับไปถึงเมืองมะละแหม่งแล้ว มะเมียะได้มอบเงินทองจำนวนหนึ่งซึ่งเจ้าแก้วนวรัฐและเจ้าแม่จามรีมอบให้นางก่อนเดินทางกลับเป็นการปลอบขวัญแก่พ่อแม่และน้อง จากนั้นนางได้แต่เฝ้ารอคอยเจ้าน้อยฯ จนครบกำหนด เดือนที่ท่านได้รับปากไว้ แต่นี่กระไรกลับไร้วี่แววใดๆ มะเมียะจึงตัดสินใจเข้าพึ่งใต้ร่มพุทธจักร ครองตนเป็นแม่ชีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ว่านางยังซื่อสัตย์ ต่อความรักที่มีต่อเจ้าน้อยศุขเกษม
 
                              
 
หลังจากที่มะเมียะทราบข่าวการเข้าพิธีมงคลสมรส ระหว่างร้อยตรีเจ้าอุตรการโกศล (ยศของเจ้าน้อยฯ ในขณะนั้น) กับเจ้าหญิงบัวนวล ณ เชียงใหม่ แม่ชีมะเมียะจึงเดินทางมายังเมืองเชียงใหม่และขอเข้าพบเจ้าน้อยฯ เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อแสดงความยินดีกับชีวิตที่กำลังรุ่งโรจน์ องค์อดีตสวามีผู้เป็นที่รัก ก่อนที่ตนจะตัดสินใจครองตนเป็นแม่ชีไปตลอดชีวิต แต่เจ้าน้อยศุขเกษมผู้ยึดสุราเป็นที่พึ่งดับความกลัดกลุ้มอันเกิดจากความรักอาลัยในตัวมะเมียะ ชีวิตที่ไม่เคยมีความสุขในชีวิตสมรส ท่านไม่สามารถหักห้ามความสงสารที่มีต่อมะเมียะได้ จึงไม่ยอมลงไปพบแม่ชีมะเมียะตามคำขอร้อง เพียงแต่มอบหมายให้เจ้าบุญสูง พี่เลี้ยงคนสนิท นำเงินจำนวน ๘๐บาท ไปมอบให้กับแม่ชีมะเมียะเพื่อใช้ในการทำบุญ พร้อมกับมอบแหวนทับทิมประจำกายอีกวงหนึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าน้อยฯ ให้กับแม่ชีมะเมียะ
เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นทำให้มะเมียะและเจ้าน้อยต่างสะเทือนใจเป็นที่สุด หลังจากเดินทางถึงเมืองมะละแหม่ง มะเมียะได้ครองชีวิตเป็นแม่ชีตามความตั้งใจ จนกระทั่งถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.๒๕๐๕ รวมอายุได้ ๗๕ ปี
 
                               

10 อันดับของอร่อยหากินยาก

อันดับ 10 บาเยีย



ของว่างที่กินกับ ชานม ของคนมุสลิม ทำจากถั่วเหลืองซีกบดหยาบและละเอียดมาผสมกัน เติมเครื่องเทศ ปรุงรสนำไปทอดในน้ำมัน กินกับพริกแห้ง ต้นหอมสด และน้ำจิ้มถั่วลิสง ร้านบาเยียพาหุรัด รถเข็นตั้งอยู่ถัดเซ็นทรัลวังบูรพา บริเวณตู้ไปรษณีย์ แต่บางครั้งย้ายไปขายฝั่งตรงข้ามหน้าร้านเจริญพร ร้านเปิด ทุกวัน ตั้งแต่ 10.30-15.30 น.


อันดับ 9 พระรามลงสรง (คนจีนเรียก ซาแต้)



ระบุไม่แน่ ชัดว่าเป็นอาหารที่มาจากจีนหรือมลายู ความอร่อยอยู่ที่ น้ำราด ซึ่งทำจาก ถั่วลิสง งา เครื่องแกง และกะทิ รสคล้ายกับน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ เมื่อจะกินตักราดบนเนื้อหมูและผักบุ้งลวก เพิ่มน้ำพริกเผาใส่ลงไปอีกครั้ง ร้านต้นเครื่อง ปากซอยทองหล่อ 13 มีที่จอดรถในร้าน ถ้าเต็มให้จอดรถที่อาคารโฮมเพลซ ฟรี เปิด ทุกวันตั้งแต่ 11.00- 22.30น


อันดับ 8 ปลาแนม



ปลาแนมสูตร ดั้งเดิมนอกจากมีวัตถุดิบหลักแล้ว ต้องใส่มะพร้าวขูดขาวนึ่ง โรยด้วยพริกแห้งเม็ดใหญ่และกระเทียมดองหั่นฝอย ผสมน้ำและผิวส้มซ่าด้วย จึงถือว่าครบ ปลาแนมที่ดีเนื้อต้องร่วน แห้ง ไม่เหนียวติดกันเป็นก้อน วิธีกินคล้ายเมี่ยงกับใบทองหลาง และใบชะพลู ร้านคุณป้ามีนาไส้กรอกปลาแนม ร้านเป็นร้านตั้งโต๊ะ ถ้ามาจากหอสมุดแห่งชาติร้านอยู่ฝั่งซ้ายมือก่อนข้ามสะพานไปตลาดเทเวศน์ บริเวณหน้าร้านสุวิมลข้าวหมกไก่ เปิดทุกวันอังคาร-ศุกร์ และวันอาทิตย์ หยุดวันเสาร์


อันดับ 7 ข้าวแช่มอญ



คนมอญนิยมทำ ข้าวแช่ถวายพระในช่วงสงกรานต์ ข้าวแช่แบบมอญแท้ๆ มีกับข้าว 8 อย่าง ได้แก่ กะปิทอด หมูฝอย ยำมะม่วง กระเทียมดองผัดไข่ หัวไชโป๊วฝอยผัดหวาน จ๊าดวุ่น(ผักบุ้งจักเป็นเส้นๆ ผัดแห้งรสคล้ายแกงเทโพ) เนื้อผัดกะทิ ถั่วดำกวนกะทิ กินกับข้าวซึ่งลอยน้ำดอกไม้ ปัจจุบันหากินยากมาก ร้านแก่นจันท์ (ทำข้าวแช่มอญเฉพาะช่วยฤดูร้อน และทางร้านจะงดทำสองเมนู คือ เนื้อผัดกะทิ และถั่วดำกวนกะทิ) ร้านตั้งอยู่ในเกาะเกร็ดตระการตา ลงจากเรือให้เดินไปด้านซ้ายมือเลียบกำแพงโรงเรียนไป ร้านจะตั้งอยู่หัวมุมเลี้ยวพอดี เปิดเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ เวลา 9.00-17.00 น


อันดับ 6 ประกิมเผือก



ประกิมเผือก นั้นทำไม่ค่อยแพร่หลายเหมือนประกิมไข่เต่า วิธีทำคือนำเผือกนึ่งมายีให้ละเอียดแล้วนวดกับกะทิ แป้งมัน ให้ได้ที่ นำมาคลึงเป็นแผ่นหั่นเป็นเส้นพอคำ นำไปต้ม เนื้อขนมที่ดีต้อง เหนียว นุ่ม และหอม ครัวนพรัตน์ (ประกินมเผือกขายเฉพาะวันจันทร์ - พุธ - ศุกร์) อยู่ตรงข้ามป้อมพระสุเมรุ ถ.พระอาทิตย์ เปิดร้านทุกวันเวลา 10.30-21.0


อันดับ 5 ขนมอินทนิล



อินทนิลเป็น ขนมที่ทำยาก เพราะต้องอาศัยการกวนตัวขนมนาน และต้องพักตัวขนมที่ได้ไว้ข้ามคืนจึงจะนำมาใช้ได้ ขนมที่ดีเนื้อต้องเหนียวนุ่ม หวานเล็กน้อย แป้งต้องสุกไม่เป็นไตแข็ง น้ำกะทิต้องหอมกลิ่นคัวเทียนและดอกไม้ ร้านสมทรงโภชนา (มีขนมอินทนิลขายเฉพาะวันจันทร์) ร้านอยู่หลังป้อมพระสุเมรุ ในซอยวัดสังเวช ถ.พระอาทิตย์ ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 09.30-16.00 น. หยุดวันเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ และ เทศกาลกินเจ


อันดับ 4 ขนมจีนไหหลำ



เป็นอาหารของ คนจีนไหหลำซึ่งไม่แพร่หลายในเมืองไทยนัก ความอร่อยของเมนูนี้ ที่เนื้อต้องตุ๋นให้นุ่มได้ที่ น้ำซุปที่ข้นเหนียวรสต้องกลมกล่อมไม่หวาน และชูโรงด้วยน้ำจิ้มกะปิตามแบบฉบับไหหลำ ร้านสวนสน มีสองสาขา สาขาใหญ่อยู่ในซอยตรงข้ามสถานทูตอังกฤษ ถ.เพลินจิต (หน้าซอยมีธนาคารกรุงศรีอยุธยา) สาขาย่อยตั้งอยู่บนถนนพิษณุโลก ซ.9 ฝั่งตรงข้ามกับสนามม้านาเลิ้ง ร้านเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 9.00-20.00 น. หยุดช่วงเทศกาลสงกรานต์ ตรุษจีน สารทจีน และปีใหม่


อันดับ 3 หมูโสร่ง และไก่โสร่ง



เป็นของว่าง ไทยที่พิถีพิถัน โดยนำหมูสับละเอียดมาผสมกับ รากผักชี กระเทียม พริกไทยโขลกละเอียด จากนั้นนำเส้นหมี่ซั่วต้มสุกมาพันให้รอบ ความยากอยู่ที่วิธีการทอดให้ใส้ในสุกโดยที่เส้นหมี่ด้านนอกไม่ไหม้ ร้านต้นเครื่อง ปากซอยทองหล่อ 13 มีที่จอดรถในร้าน ถ้าเต็มให้จอดรถที่อาคารโฮมเพลซ ฟรี เปิดทุกวันตั้งแต่ 11.00-23.30น. ร้านไก่โสร่งหน้าวัดปรมัยยิกาวาส (เกาะเกร็ด) หน้าวัดปรมัยยิกาวาส เกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เปิดวัน เสาร์ - อาทิตย์ เวลา 6.00-18.00น


อันดับ 2 กะลอจิ๊



อาหารกินเล่น ของคนจีน ที่ต้องนำแป้งสุกก้อนกลมมาจี่บนกระทะร้อนๆ กลิ้งไปมา ส่วนที่สุกเหลืองเกรียมก็จะใช้กรรไกรตัดเป็นชิ้นสามเหลี่ยมพอคำ คลุกกับน้ำตาลบดกับงาขาวและงาดำคั่ว ขนมที่ดีต้องมีกลิ่นหอม เนื้อแป้งนุ่มเหนียว ผิวนอกกรอบ เพราะต้องทอดไหม้ๆ จึงจะอร่อย ตลาดบ้านใหม่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ( ร้านเป็นรถเข็นติดกับร้านขนมกุ้ยช่ายจิระพร ) เปิดเฉพาะวัน เสาร์ - อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 9.00-17.00 น


อันดับ 1 ข้าวห่อใบบัว



เป็นอาหารจีน ซึ่งนิยมทำในงานจัดเลี้ยงต่างๆ ใช้ใบบัวมาห่อข้าวแล้วนำไปนึ่ง ข้าวห่อใบบัวที่ดีเม็ดข้าวต้องร่วนแต่ไม่แข็ง และต้องมี เม็ดบัว กุนเชียง เนื้อไก่ กุนเชียง และกุ้งแห้ง ที่สำคัญคือข้าวต้องมีกลิ่นหอมใบบัว ร้านหรั่งศรีโรจน์ ตลาด 100 ปี สามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 น.-19.00 น

วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

10 อันดับดอกไม้อันตรายที่สุด

      อันดับ 10 Narcissus

 


ดอกนาร์ซิสซัสนี้ ว่ากันว่า มีพิษร้ายแรงมากมาย
มีหลายคนที่สับสนแยกไม่ออกระหว่างดอกไม้นี้กับหัวหอม
แต่ถ้ากินเข้าไปแล้วล่ะก็ เจอดีแน่
ทั้งอาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องร่วงอย่างแรง


อันดับ 9 Rhododendron

 


เราก็ไม่แน่ใจชื่อภาษาไทยของมันเหมือนกัน
เพราะงั้น เราใช้ชื่อเต็มของมันดีกว่า เกิดอ่านผิดจะแย่ทีเดียว
ต้นไม้นี้มีดอกที่สวย รูปทรงเหมือนกระดิ่ง และจะงอกงามมากในฤดูใบไม้ผลิ
แต่ว่าใบของมันมีพิษร้ายเช่นเดียวกับน้ำหวาน
ถ้าเผลอกินเข้าไป อาจทำให้ริมฝีปากไหม้ได้
จากนั้นก็จะคลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว
ถ้าหากว่าเผลอกินเข้าไป ให้รีบดื่มน้ำตามมากๆ จะช่วยได้


อันดับ 8 Ficus

 


ไฟคัส ต้นไม้เล็กๆ ที่มีใบเล็ก และมียางที่มีพิษเหลือร้าย
มันสามารถเติบโตได้หลากหลายที่ แม้แต่ในหม้อเก่าๆก็โตได้
ถ้าหากว่ายางของมันโดนผิวเข้าล่ะก็ จะเจ็บปวดมากทีเดียว
และต้องไปหาหมอเพื่อขอยาทาแก้ปวดแสบปวดร้อน


อันดับ 7 Oleander

 


ทุกส่วนของต้นไม้นี้เป็นพิษหมด
แค่เผลอสูดควันที่เราเผามันเข้าไป ก็เจออันตรายแล้ว
ถ้าเผลอกินเข้าไปล่ะก็ จะเป็นอันตรายต่อหัวใจและระดับโพแทสเซียมในร่างกายได้


อันดับ 6 Chrysanthemum

 


โอ้! ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ดอกเบญจมาศจะติดอันดับกับเขาด้วย
แต่ว่าดอกไม้นี้มีมากกว่า 200 ชนิดในสปีชี่ส์เดียว
เพราะงั้นก็ไม่แปลกที่บางชนิดจะมีพิษร้าย
ถ้าอยากรู้ว่าดอกเบญจมาศชนิดไหนมีพิษ
เค้าว่าให้ดูที่กระต่าย เพราะมันจะไม่กล้าเข้ามากิน
แต่ถ้าโดนเข้าไป อาจจะทำให้ผิวหนังไหม้ และต้องหายาทา


อันดับ 5 Anthurium


 


ถ้าหากว่า เผลอแตะโดนบริเวณไหนของผิวหนังล่ะก็ เสร็จแน่
ดอกไม้นี้ จะทำให้ร่างกายของคุณไหม้
ยิ่งถ้าโดนปากนี่ แย่ที่สุดเลย
หรือถ้ากินเข้าไปนี่ จะทำให้เสียงแหบเสียงแห้ง พูดไม่ได้ยินไปสักพักเลยล่ะ


อันดับ 4 Lily-of-the-valley

 


ว้าว! ชื่อเพราะจังเลย ดอกลิลลี่แห่งหุบเขาเนี่ย
แต่ติดอันดับสี่ได้ เชื่อว่าต้องอันตรายแน่ๆ
เค้าว่า ถ้ากินเข้าไปแล้ว หัวใจจะเต้นแรง คลื่นไส้ อาเจียน
บางคนที่กินมากๆ อาจจะเจอล้างท้องได้นะ


อันดับ 3 Hydrangea

 


อะไรกัน ไฮเดรนเยียออกจะสวยเนอะ
แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่า จะมีอันตรายด้วย
มันสวยก็จริง แต่ถ้ากินเข้าไปล่ะก็
จะเนื้อตัวเย็นเฉียบ ครั่นเนื้อครั่นตัว คลื่นไส้ อยากจะอาเจียน
บางคน อาจจะเกิดอาการช็อคได้เลยด้วยซ้ำไป
เพราะงั้น ดูแต่ตา มืออย่าต้อง นะจ๊ะ


อันดับ 2 Foxglove

 


ถุงมือหมาจิ้งจอก?
ดอกไม้สูงแค่สามฟุต สีสวยงามนี่แหละ อันตรายดีทีเดียว
แน่นอนว่า จะทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องมาก
และปากไหม้ด้วย ถ้ากินเข้าไปนะ
บางคนก็จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ
ว่ากันว่า มันฆ่ากระต่ายได้เลยล่ะ


อันดับ 1 Wisteria

 


ชื่อต้นไม้นี้ แปลกทีเดียวเชียว
แต่ก็นั่นแหละ เค้าบอกว่า ถ้าเผลอกินเข้าไปเมื่อไหร่
ท้องร่วง ท้องเสีย อาเจียน ปวดหัว เป็นไข้ วิงเวียนแน่
และถ้าไปโรงพยาบาลไม่ทัน อาจจะช็อคแหงแก๋ได้เหมือนกัน


credit : Welcome to Miraculous